เด็กปฐมวัยในศตวรรษที่ 21

 

โลกในศตวรรษที่ 21  มีความแตกต่างจากศตวรรษก่อนอย่างมาก   เทคโนโลยีมีความสำคัญมากขึ้น  คนจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับเทคโนโลยีเป็นหลัก   เด็กสามารถรับข้อมูลและข่าวสารจากทั่วโลกได้ง่าย   เช่น  เพลงเด็ก  รายการเด็ก ที่โด่งดังในต่างประเทศ   เด็กไทยก็สามารถเข้าถึงได้ในเวลาเดียวกัน    ความเป็นเมืองเข้าถึงท้องถิ่นต่างๆ    อาชีพการงานของครอบครัวมีความเกี่ยวพันกับเทคโนโลยีมากขึ้น  เด็กจึงเติบโตขึ้นมาพร้อมกับเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันอย่างหลักเลี่ยงไม่ได้

 

  โลกยุคใหม่มีความรู้อยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง   ความรู้หาได้ง่ายและรวดเร็ว   คนที่คิดเป็น   เท่านั้น  ที่จะสามารถเลือกความรู้ที่ถูกต้องมาใช้ได้    คนที่จำเก่ง  ท่องเก่ง   ไม่ใช่คนที่จะสามารถอยู่รอดในยุคนี้อีกแล้ว    เพราะความรู้ที่มีอยู่ในหลักสูตรหรือตำราเรียนไม่เพียงพอที่เด็กจะนำมาใช้ในชีวิตอีกต่อไป   ความรู้ใหม่ๆที่เกิดขึ้นตลอดเวลาและมีอยู่มากมายนั้นทำให้เด็กไม่สามารถท่องหรือจำทั้งหมดได้ คนที่หาความรู้เป็นและนำความรู้มาใช้เป็น  จึงจะสามารถยืนอย่างสง่างามในโลกยุคใหม่  

 

เด็กในศตวรรษที่ 21 หรือที่เรียกว่า  เด็กยุคดิจิตอล (digital natives)   เติบโตมากับการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาตั้งแต่เกิด  โดยเฉพาะเด็กในชุมชนเมือง   ตั้งแต่คลอดออกมาจากโรงพยาบาลก็เห็นจอสี่เหลี่ยมที่อยู่ในมือพ่อแม่    เลี้ยงกันไปมาแค่ไม่กี่เดือน  ลูกก็รู้สึกได้ว่าจอสี่เหลี่ยมนี่ช่างน่าสนใจ  ใครๆก็ชอบเอามาหลอกล่อจ่อหน้าแล้วบอกให้ยิ้ม   จากนั้นก็หันจอให้ดูใครก็ไม่รู้ที่อยู่ในนั้น   ทำอย่างนี้  ทุกวัน  ทุกวัน

 

 


เมื่อพ่อแม่ว่างจากการก่อกวนของลูก  พ่อแม่ก็มักนั่งก้มหน้าเขี่ยไปเขี่ยมาในจอสี่เหลี่ยมเล็กๆที่มีแสงสีวูบวาบ  มีเสียงดึงดูด  พอลูกชะโงกดูหรือคว้ามาบ้าง   พ่อแม่ก็ยิ้มแย้มดีใจ   เปิดให้ดูนั่นดูนี่ในจอ   ยิ่งลูกชะงักงันจ้องนิ่งราวกับพบสิ่งมหัศจรรย์   แถมอยู่นิ่งไม่ไหวติง  เลี้ยงง่ายเลี้ยงดาย   พ่อแม่ก็ยิ่งส่งจอสี่เหลี่ยมนั้นให้เรื่อยๆ   ชีวิตดำเนินต่อไป  ลูกเติบโตขึ้นจนสามารถใช้จอสี่เหลี่ยมนี้เป็นภายในเวลา 2 ปี   บ้านไหนเล่นบ่อยก็ใช้คล่อง  ถ้าไม่มีมนุษย์อื่นใดในชีวิตให้สนใจก็จอก็อาจจะไม่สนใจใครนอกจากจอสี่เหลี่ยมนั้น  รวมทั้งอาจไม่พูดกับใครอีกด้วย  

 

ชีวิตและวิธีการเลี้ยงดูเด็กที่เปลี่ยนแปลงไป   มีผลให้เด็กปฐมวัยในศตวรรษที่ 21  มีบุคลิกภาพและความคิดแตกต่างไปจากเด็กยุคก่อน    เช่น  ชอบความรวดเร็ว ชอบทำอะไรหลายๆแย่างพร้อมกัน  ชอบภาพ เสียง วีดีโอ  ชอบเรียนรู้จากสภาพที่เป็นจริง มีความหมายกับชีวิต สนุกและท้าทาย 

 

เราทราบกันดีว่าการศึกษาระดับปฐมวัยนับเป็นพื้นฐานสำคัญของชีวิต  การปลูกฝังทักษะต่างๆจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตอยู่ในศตวรรษที่  21   เพราะทักษะเป็นเรื่องที่ต้องลงมือเรียนรู้ด้วยตนเอง  ต้องใช้เวลาฝึกฝนและทำซ้ำอยู่เป็นระยะเวลาหนึ่ง    เราไม่อาจปฏิเสธว่าชีวิตความเป็นอยู่ของเด็กปฐมวัยส่วนหนึ่งในประเทศไทยมิได้สอดคล้องกับการเตรียมพร้อมสู่ศตวรรษที่ 21 เท่าที่ควร     ยังมีเด็กไทยอีกจำนวนมากที่มีพัฒนาการล่าช้าไม่สมวัย  อันมีสาเหตุมาจากการเลี้ยงดู   

 

ในช่วงวัยที่เด็กได้รับการเลี้ยงดูจากครอบครัว  ครอบครัวที่มีความพร้อมมักจะมีคนทำกิจวัตรประจำวันให้เด็ก   เด็กไม่ต้องทำอะไรด้วยตนเองเลย   ทำให้เด็กขาดโอกาสในการสื่อสาร ขาดโอกาสที่จะฝึกการริเริ่มลงมือทำ  ไม่ได้ฝึกการควบคุมอารมณ์  ไม่ได้ฝึกการยับยั้งชั่งใจ เพราะเด็กคุ้นเคยกับการได้รับสิ่งที่ต้องการทันใจอยู่เสมอ    

 

เด็กบางคนไม่เคยมีคนอ่านหนังสือให้ฟัง  ไม่เคยมีประสบการณ์ในการอ่านหนังสือมาเลยในช่วงเล็กๆ   พอถึงวัยที่ต้องเข้าเรียนก็ประสบปัญหาในการเรียนเพราะไม่เข้าใจนัยยะของการอ่าน    ช่วงอายุก่อน 3 ขวบ  เด็กเหล่านี้มักใช้เวลาไปกับดูโทรทัศน์  เล่นสมาร์ทโฟน มาตั้งแต่อายุยังไม่ครบขวบ   ถ้าไม่มีเจ้าจอสีเหลี่ยมในมือแล้วล่ะก็    ลูกรักทำท่าชักแหง็กๆ   แถมยังไม่สามารถอยู่นิ่งได้สักนาที  แรกๆพ่อแม่ก็ลิงโลดกับสำเนียงเสียงภาษาอังกฤษที่ลูกจำมาจากวีดีโอที่เคยดูในสมาร์ทโฟน  อวดใครต่อใครว่าลูกฉันนี่อัจฉริยะ   แต่พอมีคนคุยด้วยลูกอัจฉริยะกลับไม่เจรจาพาที   บ้างมองฟ้ามองดิน  ไม่มองหน้าคนพูดด้วยเสียนี่  บ้างส่งเสียงภาษาแห่งดาวอื่นที่ไม่มีใครฟังเข้าใจ    กว่าพ่อแม่จะรู้ตัว  เด็กก็มีพัฒนาการไม่สมวัยเสียแล้ว   พัฒนาการเป็นสิ่งที่ตรงไปตรงมาเสียด้วย  เพราะจะพัฒนาไปเป็นลำดับขั้นเท่านั้น

 

พอโตจนถึงวัยที่เข้าสู่สถานศึกษาก็ต้องใช้ชีวิตอยู่กับการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียนรูปแบบที่เด็กเป็นผู้รับ  (Passive  Learning)  เพียงอย่างเดียวอีก   วันๆไม่ได้ทำอะไร   นั่งกอดอก  หลังพิงฝา  อมมะนาว    เพราะครูห้ามพูด  ห้ามเคลื่อนไหวไปไหน   ก็จะให้เคลื่อนไปได้อย่างไร   สถานศึกษาปฐมวัยส่วนใหญ่   มีเด็กห้องหนึ่งๆเฉลี่ย 30-40 คน  มีครู 1-2 คน แถมผู้ปกครองก็ยอมรับไม่ค่อยได้กับริ้วรอยใดๆที่เกิดขึ้นในห้องเรียน    โยงใยไปถึงข่าวสารสื่อมวลชนที่นำเสนอข่าวครูโหด  เด็กถูกทำร้าย ไม่เว้นแต่ละวันอีก   สร้างความสยองขวัญสั่นประสาทให้ทั้งผู้ปกครองและครู   ดังนั้นวิธีป้องกันตัวเองแบบง่ายของครูก็คือ  “เจ้าจงอยู่นิ่งๆเถิด”        

 

ทั้งที่ในความเป็นจริงเด็กปฐมวัยยุคดิจิตอลของเราจะสนุกสนานมากกับเรียนรู้ที่ได้เคลื่อนไหว  ได้ลงมือทำสิ่งที่มีความหมายต่อชีวิต  ครูปฐมวัยส่วนหนึ่งก็ยังยึดติดในกรอบการสอนรูปแบบที่ทำให้เด็กทุกคนเหมือนกัน  อาจจะด้วยประสบการณ์ในการเป็นนักเรียนของครู   ด้วยความเข้าใจคลาดเคลื่อน  หรืออะไรก็ตามแต่    การทำกิจกรรมหรือผลงานใดๆก็ตามยังออกมาในลักษณะที่เหมือนๆกันและเป็นการล็อคคำตอบเอาไว้แล้ว   กับอีกแบบคือ  ครูเข้าไปชี้แนะครอบงำจนเด็กยึดติดว่าทำแบบที่ครูบอกหรือทำให้ดูเป็นสิ่งที่ดีที่สุด   เด็กที่อยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้   นานวันเข้าก็จะไม่กล้าคิด ไม่กล้าทำ  และไม่มั่นใจในตนเองไปในที่สุด   

 

ครูบางคนชอบห้องเรียนที่เงียบๆนิ่งๆ   หลายครั้งที่ผู้เขียนนำกิจกรรมใหม่ๆไปให้ครูทดลองใช้   ก็จะสังเกตพบว่าหากกิจกรรมใดที่ผู้เรียนได้เคลื่อนไหวมากๆ  สนุกมากๆ  เช่น  กิจกรรมการอ่านไปเล่นไป   มีการโยนบอลไปมาเป็นจังหวะระหว่างอ่านนิทาน   ครูบางท่านจะรู้สึกขัดใจทันที   “แบบนี้เด็กก็วุ่นวายหมดน่ะซี”   ครูจำนวนไม่น้อยที่ยังยึดติดว่าครูคือผู้คุมห้องเรียน และห้องเรียนที่ดีคือห้องเรียนเงียบสงบเท่านั้น

 

เด็กปฐมวัยของไทยส่วนหนึ่งมีชีวิตเช่นนี้มานานแสนนาน เด็กขาดโอกาสคิด ขาดโอกาสในการลงมือทำ ไม่ได้รับการส่งเสริมพัฒนาพออายุ 6ขวบไปแล้วก็เลยช่วงเวลาทองของชีวิตที่พัฒนาการเจริญงอกงามไปแล้วต่อให้ไปเร่งในช่วงประถมศึกษาหรือมัธยมศึกษาก็ดูจะยากเย็นเหลือเกิน   


น่าจะถึงเวลาแล้วที่เราต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงของโลก และช่วยเตรียมความพร้อมให้เด็กๆใช้ชีวิตอยู่ในโลกศตวรรษที่ 21 ให้ได้



Visitors: 1,361